ปูมประวัติศาสตร์ 4: การจัดตั้งกองทุนโรคไตวาย

เสนอ ครม. อนุมัติชุดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

ในวันที่ 30 ต.ค. 2550 ณ ทำเนียบรัฐบาล นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปรากฎตัวในสภาพอิดโรย

โรคมะเร็งกำลังรุมเร้านายแพทย์ผู้ริเริ่มโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นพ.สงวนจึงต้องนั่งพักบนรถตู้ พลางให้ออกซิเจนเพื่อประคับประคองตนเองในระหว่างการรอเข้าพบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะเดียวกัน ทีมงานคนอื่นก็เฝ้ารอเช่นกัน อันได้แก่ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการ สปสช. พล.อ.นพ.ถนอม สุภาพร กรรมการบริหารสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยในขณะนั้น และ นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ในฐานะตัวแทนจากคณะศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เป้าหมายร่วมคือการชี้แจง ครม.เพื่อขอมติอนุมัติชุดสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองแก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นพ.ประทีป จำได้ว่าการชี้แจง ครม.ในวันนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น หลังผ่านห้วงเวลาที่ทีมงานพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ไตฯต้องทำงานอย่างหนักหลายปี เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตและป้องกันการล้มละลายของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญก่อนการตั้งกองทุนหลักประกันถ้วนหน้าในปี 2545 หรือที่รู้จักกันในนาม “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค”

“ไตวายเป็นตัวอย่างการล้มละลายที่ชัดเจน และสมควรนำเข้าในชุดสิทธิประโยชน์ แต่มีความจำเป็นต้องดึงสิทธิประโยชน์นี้ออกจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในระยะแรก รวมทั้งสิทธิประโยชน์ยาต้านไวรัสในโรคเอดส์ เนื่องจากต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านค่าใช้จ่าย และถึงแม้มีเงิน ผู้ป่วยก็อาจไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ เพราะต้องเตรียมระบบบริการให้พร้อมก่อน” นพ.ประทีปกล่าว

การฟอกเลือดมีราคาแพงมาก

สาเหตุหลักของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศไทยเกิดจากโรคเบาหวาน ความดันสูง นิ่วในไต และโกลเมอรูลัส ก่อนปี 2545 การรักษาผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่ใช้การฟอกเลือด (Hemodialysis : HD) สังคมยังมีความเข้าใจว่าการฟอกเลือดดีกว่าการรักษาวิธีอื่นคือการล้างไตผ่านช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD) อีกวิธีการรักษาคือการปลูกถ่ายไต (Kidney transplant) ซึ่งยังทำได้ไม่มากนักเพราะมีข้อจำกัดในการจัดหาไตสำหรับการปลูกถ่าย

ผู้ป่วยภายใต้สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและกองทุนประกันสังคมได้รับสิทธิการฟอกเลือดแล้วในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยนอกสองกองทุนนี้สามารถเข้าถึงการรักษาได้เพียง 20% เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถจ่ายค่ารักษาเองได้ ราคาฟอกเลือดของเอกชนในตอนนั้นตกอยู่ที่ 3,000-4,000 บาท/ครั้ง ราคาที่ราชการเบิกจ่ายอยู่ที่ไม่เกิน 2,000บาท/ครั้ง และผู้ป่วยต้องฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเงินทุนที่สูงมาก

พล.อ.นพ.ถนอม สุภาพร อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นกรรมการบริหารสมาคมโรคไตฯในตอนนั้นเล่าว่า ก่อนการจัดตั้ง สปสช. ปัญหาโรคไต “เป็นเรื่องใหญ่ เกินกว่าที่คนทำงานในวิชาชีพจะแก้ได้” มีคนไข้ฟอกเลือดกว่า 10,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งส่วนมากจ่ายค่ารักษาเอง มากกว่า 30 จังหวัดไม่มีศูนย์ฟอกเลือดรองรับคนไข้ หมอไตยังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณคนไข้ใหม่ที่เพิ่มขึ้น

“บ่อยครั้งที่พบเห็นคนไข้มายืนร้องไห้ที่ห้องผู้ป่วยนอก เพราะเขารู้ว่ามีวิธีรักษา แต่ไม่มีเงินจ่ายเพราะค่ารักษาแพงมาก” นพ.ถนอมกล่าว

การเตรียมตัวเพื่อเสนอชุดสิทธิประโยชน์สำหรับโรคไตวาย

อดีตนายกสมาคมโรคไตฯ ศ.พ.อ.หญิงอุษณา ลุวีระ และ นพ.ถนอมเห็นว่าต้องขอความช่วยเหลือจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายนโยบาย จึงเข้าพบ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อปรึกษาเรื่องความเป็นไปได้ในการจัดตั้งงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง นอกจากนี้ ยังเข้าพบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในปี 2544 และได้พูดคุยกับ นพ.ประทีปซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและผลักดันชุดสิทธิประโยชน์ไตฯ

นพ.วิโรจน์ได้ศึกษาค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในขณะนั้น อยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่งบประมาณในปีแรกของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่ที่ประมาณ 60,000 ล้านบาท จึงไม่สามารถผนวกชุดสิทธิประโยชน์ไตฯหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามผลักดันชุดสิทธิประโยชน์ไตฯอย่างต่อเนื่องจากหลายภาคส่วน เช่น สมาคมโรคไตฯได้จัดอภิปรายเรื่องอนาคตการรักษาโรคไต โดยเชิญตัวแทนจากทุกภาคส่วน เช่น สปสช. สำนักงานประกันสังคม และกรมบัญชีกลาง เพื่อหารือระบบการเบิกจ่าย แบ่งปันและจัดทำข้อมูลโรคไต

นอกจากนี้ สปสช.ยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการจัด National Peritoneal Dialysis Forum ในปี 2548 มีการพูดคุยกันระหว่างผู้ชำนาญการโรคไตทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน นพ.วิโรจน์และทีมนักวิจัยทำการศึกษาระบบรักษาโรคไตออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานศึกษาที่สำคัญคือ “การเข้าถึงบริการทดแทนไตอย่างถ้วนหน้าในประเทศไทย : การวิเคราะห์เชิงนโยบาย" ในระหว่างปี 2548 ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาสำคัญที่ช่วยวางรากฐานในการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ไตฯในอนาคต

ผู้ป่วยไตวายเรียกร้องสิทธิประโยชน์

เมื่อเข้าปี 2548 ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยาสูตรค็อกเทลเองได้ ตามด้วยการประกาศทำมาตรการบังคับใช้สิทธิ (หรือ Compulsory Licensing : CL) กับยาต้านไวรัสเอดส์ในปี 2549 ทำให้ราคายาต้านไวรัสลดลงเป็นอย่างมาก

นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นกล่าวว่า การที่ราคายาต้านไวรัสเอดส์ลดลง มีผลให้มีเงินส่วนต่างเหลือจากชุดสิทธิประโยชน์เอชไอวีและเอดส์มากกว่า 2,000 ล้านบาท นอกจากนี้การทำซีแอลยังทำให้ยาราคาแพงอื่นๆ เช่น ยารักษาโรคมะเร็งเต้านมมีราคาถูกลง จึงทำให้การพูดคุยกับรัฐบาลเพื่อบรรจุสิทธิประโยชน์ไตฯเริ่มมีความเป็นไปได้ เนื่องจากมีเงินเหลือพอรักษาผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

เมื่อสิทฺธิประโยชน์ยาต้านไวรัสเอดส์ได้รับการตอบสนอง ผู้ป่วยไตจึงออกมาเรียกร้องให้มีการบรรจุสิทธิประโยชน์ไตฯลงไปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าบ้าง นพ.สงวนจึงเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมคณะทำงานเพื่อทำข้อเสนอชุดสิทธิประโยชน์ไตฯ โดยมีนพ.วิโรจน์เป็นหัวหอกหลักในคณะทำงาน

ประสบการณ์จากประเทศต่างๆ

นพ.ถนอมเล่าว่าตนได้รับมอบหมายจากคณะทำงานให้ทบทวนข้อมูลและสิทธิประโยชน์ไตฯในประเทศต่างๆ พบว่าประเทศญี่ปุ่นในตอนนั้นมีการจัดระบบควบคุมต้นทุนการรักษาโรคไตให้อยู่ในวงเงินไม่เกิน 7% ของวงเงินค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ รัฐสามารถให้บริการรักษาผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังทั้งระบบได้ ขณะที่ประเทศอินเดียไม่สามารถจัดระบบควบคุมการรักษาโรคไตได้ ทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปจากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานและใช้ชีวิตตามปกติ

ในส่วนของประเทศฮ่องกง เม็กซิโก และแคนาดา พบว่าใช้การล้างไตทางช่องท้องในการรักษาผู้ป่วยอย่างได้ผล ซึ่งวิธีนี้ผู้ป่วยสามารถทำได้เองที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล โดยแต่ละประเทศมีเงื่อนไขแตกต่างกันที่ทำให้เลือกวิธีนี้ เช่น ฮ่องกงขาดแคลนแพทย์และพยาบาล ไม่สามารถสร้างบุคลาการทางโรคไตได้ทัน เม็กซิโกมีความเหลื่อมล้ำสูง และแคนาดามีเศรษฐกิจดีแต่ภูมิประเทศกว้างขวาง การเข้าถึงศูนย์ฟอกเลือดเป็นไปด้วยความลำบาก

ใช้การล้างไตผ่านช่องท้อง เพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรจำกัด

ขณะเดียวกัน นพ.วิโรจน์และคณะทำการศึกษา อุบัติการณ์ ความชุกของโรค การเปลี่ยนแปลงของคนไข้ อัตราเสียชีวิต การกระจายตัวคนไข้ และดูปริมาณทรัพยากรทางการแพทย์และศูนย์ฟอกเลือด พบว่ามีความต้องการรักษาโรคไตมหาศาล แต่ทรัพยากรมีไม่พอ จึงต้องตั้งโจทย์ว่าจะดำเนินการสิทธิประโยชน์ไตฯอย่างไรภายใต้ทรัพยากรจำกัด

การล้างไตผ่านช่องท้องจึงกลายเป็นทางเลือกในการรักษาที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะ “ใช้ทรัพยากรมนุษย์ไม่มาก ทำงานได้เยอะ มีความคุ้มค่า เหมาะกับไทยตามทรัพยากรที่มี” นพ.ถนอมกล่าว “และสามารถขยายบริการได้เร็วกว่าการฟอกเลือด จึงเสนอให้คนไข้ทำ PD ก่อน ถ้าไม่ได้จึงฟอกเลือด การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าการรักษาทั้งสองแบบมีอัตราการเสียชีวิตเท่าๆกัน แต่ในแง่คุณภาพชีวิต PD อาจจะดีกว่า เพราะคนไข้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลสัปดาห์ละหลายครั้ง ไปเพียงแค่เดือนละครั้งหรือ 2-3 เดือนครั้ง ไม่เสียค่าใช้จ่ายเดินทางสูง”

จากนั้น จึงมีการเลือกพื้นที่ทดลองระบบการรักษาโดยการล้างไตผ่านช่องท้อง โดยเริ่ม 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมี รศ.นพ.ทวี ศิริวงศ์ ผู้ริเริ่มระบบการล้างไตผ่านช่องท้องสำหรับผู้ป่วยในภาคอีสาน ซึ่งทำมาก่อนหน้านี้และประชาชนให้การยอมรับ ขณะที่ในภาคใต้เลือกจังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ทดลองเนื่องจากมีนายแพทย์ชำนาญการด้านการล้างไตผ่านช่องท้องที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อีกพื้นที่ทดลองคือโรงพยาบาลบ้านแพ้วใน จ.สมุทรสาคร ซึ่งมี นพ.วิทิต อรรถเวชกุล เป็นผู้อำนวยการในขณะนั้น เพื่อดูว่าหากให้ผู้ป่วยและส่วนท้องถิ่นร่วมจ่ายในการรักษาจะมีความเป็นไปได้หรือไม่

ภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยโรคไต

คณะศึกษาของ นพ.วิโรจน์ได้คำนวนอัตราค่าใช้จ่ายที่เลวร้ายที่สุด เพื่อให้รัฐบาลเข้าใจว่าอาจจะต้องเตรียมรับค่าใช้จ่ายสูงมากในอนาคต โดยการคำนวนพบว่าต้องใช้เงินมากกว่า 17,000 ล้านบาทเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังในปีที่ 10 ของการดำเนินโครงการชุดสิทธิประโยชน์ไตฯ

ด้วยความเป็นไปได้ที่รัฐอาจต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก นพ.วิโรจน์จึงเสนอให้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมจากองค์กรอนามัยโลกและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรวม 4-5 คน เพื่อมาให้ความเห็นและแนวทางด้านจริยธรรมทางการแพทย์ในกรณีที่หากสิทธิการรักษาไม่สามารถให้กับผู้ป่วยทุกคนได้

ผลสรุปจากการนำร่อง ให้ใช้แนวทาง “PD First”

นพ.ประทีปเล่าว่าเมื่อทดลองในพื้นที่นำร่องครบ 3 ปี จึงได้ข้อสรุปว่า การให้บริการต้องเป็น “PD First” คือ หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ ผู้ป่วยทุกคนที่เข้าระบบต้องผ่านการรักษาแบบล้างไตผ่านช่องท้องก่อนเป็นอันดับแรก วิธีการรักษานี้มีช่วงการรักษาตามอายุช่องท้องประมาณ 5 ปี หลังจากนั้น จึงให้การรักษาแบบฟอกเลือดแก่ผู้ป่วย และต้องให้บริการเปลี่ยนไตฟรีและให้ยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต

การล้างไตผ่านช่องท้องจะสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมทุกคนและไม่เลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม สังคมในตอนนั้นยังนิยมการฟอกเลือด โดยมีผู้ป่วยทำการล้างไตผ่านช่องท้องแค่ 4% ของผู้ป่วยทั้งหมด หรือประมาณ 1,000 คนเศษ แต่ค่าใช้จ่ายการฟอกเลือดแพงกว่าการล้างไตผ่านช่องท้องถึง 1-3 เท่า เพราะมีค่าใช้จ่ายจากบุคลากรทางการแพทย์และค่าเดินทางของผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล และหากใช้การฟอกเลือดเป็นการรักษาหลัก จะมีเฉพาะคนในเมืองหรือผู้ป่วยที่มีทุนทรัพย์เดินทางไปยังศูนย์ฟอกเลือดที่จะสามารถเข้าถึงการรักษา หมอจะทำงานตั้งรับ รอคนไข้มาหา ผู้ป่วยจะไม่ทำการรักษาด้วยตัวเอง

นพ.ประทีปกล่าวว่า สปสช.จึงสนับสนุนผู้ป่วยให้มารวมตัวเป็นชมรมเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการรักษาแบบล้างไตผ่านช่องท้อง และติดตามผู้ป่วยที่ทำการรักษาวิธีนี้ เพราะหากผู้ป่วยคัดค้าน ก็เริ่มโครงการไม่ได้ นอกจากนี้ การทดลองกับพื้นที่นำร่องยังได้ข้อสรุปอีกว่าผู้ป่วยไม่ต้องร่วมจ่าย เพราะผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ทำมาหากินก็ยากลำบากอยู่แล้ว ถ้าต้องมาจ่ายค่ารักษาอีกคงไม่ไหว และต้องสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชน สถานีอนามัย และส่วนท้องถิ่น เพื่อมาช่วยดูแลเรื่องความป็นอยู่ของผู้ป่วยพร้อมกับการรักษาอีกด้วย

เมื่อมีการเตรียมความพร้อมและความเป็นไปได้ในการสร้างระบบ รวมกับการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ข้อเสนอจึงเป็นรูปเป็นร่างและผ่านมติบอร์ด สปสช.ในที่สุด

เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีเพื่อขอการสนับสนุน

จากนั้น สปสช.จึงนำข้อเสนอส่งต่อไปยัง ครม.ภายใต้อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างไรก็ตาม เรื่องค้างอยู่ที่ ครม.เป็นเวลานาน จนถึงช่วงท้ายของรัฐบาลซึ่งมีแนวโน้มที่จะไม่รับนโยบายใดที่ผูกมัดในระยะยาว

นพ.ประทีปเล่าว่าทีมงาน สปสช.และตัวแทนผู้ป่วยจึงขอเข้าพบ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายสังคมในตอนนั้น ซึ่งนายไพบูลย์กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็ง และมีความเห็นอกเห็นใจคนยากจนอยู่แล้ว นายไพบูลย์เห็นด้วยและสนับสนุนข้อเสนอชุดสิทธิประโยชน์ไตฯทันที และยังฝากฝังกับทีมงานต่ออีกว่าให้ช่วยผู้ป่วยมะเร็งให้รวมตัวกันเป็นชมรมบ้าง

ครม.อนุมัติชุดสิทธิประโยชน์โรคไต

หลังจากการพูดคุย ในวันที่ 30 ต.ค. 2550 ตัวแทนผู้จัดทำข้อเสนอ 4 คนจึงได้เข้าพบ ครม. อันประกอบด้วย นพ.สงวนในฐานะเลขาธิการ สปสช. นพ.ประทีปในฐานะรองเลขาธิการ สปสช. นพ.วิชช์ในฐานะตัวแทนเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขภายใต้คณะทำงานของ นพ.วิโรจน์ และ นพ.ถนอมในฐานะตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์

"พวกเราไปตั้งแต่เช้าตอน 8-9 โมงเช้า ครม.บอกว่ามีวาระเป็นร้อย เราต้องรอถึงบ่าย นพ.สงวนเองก็เหนื่อยเพราะเป็นมะเร็ง ต้องขึ้นไปบนรถตู้เพื่อให้ออกซิเจน” นพ.ถนอมกล่าว

“พอได้เข้าไปชี้แจงง่ายมาก เกือบไม่ต้องชี้แจง นายกให้การสนับสนุนข้อเสนอ” ประทีปกล่าว

นพ.วิชช์เล่าว่าการชี้แจงเป็นไปอย่างราบรื่น โดย นพ.มงคลชี้แจงกับ ครม.เป็นเวลาไม่นานนัก พล.อ.สุรยุทธ์จึงถามว่ามีใครในที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้หรือไม่ ปรากฎว่าไม่มีใครยกมือ จึงถือว่าครม.มีมติให้จัดทำชุดสิทธิประโยชน์ไตฯในที่สุด

เมื่อจบการประชุม นพ.ถนอมรีบส่งข้อความแจ้งเพื่อนร่วมงานด้านโรคไตที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งกำลังประชุมอยู่ที่เมืองซานดิเอโก้ในสหรัฐอเมริกา ส่วน นพ.สงวนแสดงท่าทีดีใจอย่างมาก โดยชุดสิทธิประโยชน์ไตฯเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ม.ค. 2551

นพ.ประทีปเล่าว่านี่อาจถือได้ว่าเป็นงานชิ้นสุดท้ายของ นพ.สงวนก่อนที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวันที่ 18 ม.ค. 2551

เตรียมผู้เชี่ยวชาญและจัดหาน้ำยาล้างไต

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ยังถือว่าไม่สิ้นสุด นพ.ประทีปกล่าวว่าต้องมีการเตรียมฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลให้ดูแลผู้ป่วยด้วยการล้างไตผ่านช่องท้อง ต้องเพิ่มหมอผู้เชี่ยวชาญด้านไต และ สปสช.ต้องจัดหาน้ำยาล้างไตและบริการส่งถึงบ้านผู้ป่วย

สปสช.ประสบความสำเร็จในการต่อรองราคาน้ำยาล้างไต จาก 220 บาทต่อถุง เหลือ 95 บาทต่อถุงในปีแรกของการดำเนินโครงการ และใช้งบประมาณน้อยกว่างบประมาณคาดการณ์เลวร้ายที่สุด โดยการคาดการณ์ระบุว่างบประมาณจะเพิ่มจาก 836 ล้านบาทในปี 2551 เป็น 5,727 ล้านบาทในปี 2554 และเพิ่มเป็น 17,000 ล้านบาทในปีที่ 10 ของการดำเนินโครงการ แต่ใช้งบประมาณจริงที่ 160 ล้านบาทในปี 2551 3,512 ล้านบาทในปี 2554 และ 7,529 ล้านบาทในปี 2560

ความสำเร็จและก้าวต่อไปของกองทุนไตวาย

ในระยะ 3 ปีแรกของการดำเนินโครงการ พบว่ามีผู้ป่วยลงทะเบียนรับการล้างไตผ่านทางช่องท้องจำนวน 12,629 ราย จำนวนผู้ป่วยที่เข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีผู้ป่วยสะสมรวม 70,000 คนในปัจจุบัน แต่ก็เสียชีวิตไประหว่างทางมากกว่าครึ่งด้วยลักษณะของโรค โดยในปี 2560 มีผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องเหลือเป็นจำนวน 24,074 คน ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือด 20,251 คน ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตรายใหม่ 153 คน และผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันรายเก่าและใหม่รวม 1,654 คน

นพ.ประทีปกล่าวว่ายังคงต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยต้องให้ความรู้เรื่องการล้างไตผ่านช่องท้องกับสาธารณะ โดยที่ผ่านมาการรักษาสามารถควบคุมคุณภาพไม่ให้ติดเชื้อในช่องท้องได้ โดยใน 1-2 ปีแรกของการดำเนินโครงการ อัตราการติดเชื้อดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกแต่ยังน้อยกว่าประเทศพัฒนา แต่เมื่อ 10 ปีผ่านไป อัตราการติดเชื้อลดลง ดีกว่าประเทศยุโรปและอเมริกาเสียอีก

นอกจากนี้ ยังต้องทำให้การเข้าถึงการรักษามีคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น ลดการติดเชื้อลงให้มากกว่าเดิม พัฒนาระบบฟอกเลือดให้เข้าถึงได้มากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วคนไข้ที่ล้างไตผ่านช่องท้องต้องมาฟอกเลือดในที่สุด และต้องพัฒนาระบบพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในรูปแบบของกองทุนท้องถิ่น ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากยังเป็นคนยากจนหรือคนที่อยู่ในชนบท

อีกโจทย์สำคัญคือการทำให้เกิดการปลูกถ่ายไตอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่จะลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ ประเทศไทยมีผู้ป่วยสมองตายและอุบัติเหตุจำนวนมาก แต่การบริจาคไตยังไม่นิยมในวงกว้าง ที่ผ่านมามีการอบรมให้ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการพูดคุยกับผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อเสนอให้บริจาคไต และยังมีการรณรงค์ให้คนทำดีด้วยการบริจาคไต แต่เดิมมีคนไข้ได้รับไตอยู่ที่ประมาณ 200 คนต่อปี ช่วงที่มีการรณรงค์เพิ่มขึ้นมาเป็น 300 คนต่อปี ปัจจุบันอยู่ที่ 600 คนต่อปี จึงต้องพยายามทำให้มีการบริจาคไตมากขึ้นเพื่อขยายบริการการปลูกถ่ายไตให้ทั่วถึง